“อยากจะ Facetime Chat Line…♫♪♬” บอกเล่าความคิดถึงผ่านเพลง อยากกอด

ยุคที่ความคิดถึงสามารถส่งผ่านโซเชียลไปบอกใครสักคนจนกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ได้ หากแต่การบอกคงไม่เพียงพอสำหรับคนที่ต้องการเจอหน้าและอยากจะสวมกอดให้หายคิดถึง

อยากกอดเพลงนี้ปล่อยมาตอบโจทย์สำหรับใครหลายคนที่ต้องการออดอ้อนคนที่อยากเจอหน้าให้ออกมาเจอกันสักหน่อย ก่อนที่มีใครคนนึงมันจะคิดถึงจนทนแทบไม่ไหวอยู่ตรงนี้

ในปีนี้มีอะไรใหม่ที่อยากลองทำบ้างไหม

บีน : มีทำเพลงใหม่ แล้วก็ได้ลองฝึกเล่นคีย์บอร์ด สนุกดี เริ่มเล่นเป็นเพลงได้แล้ว เดี๋ยวจะมีทำโคฟเวอร์เพลงด้วยนะ

คูน : ใหม่สุดตอนนี้ของผมก็น่าจะเป็นลดความอ้วน ถ้าคนเคยเห็นตั้งแต่เพลงแรกๆ จะเห็นว่าเราเป็นคนที่ผอมมาโดยตลอด จากที่เคยเป็นคนอยากจะเพิ่มน้ำหนัก  จากที่เมื่อก่อนหนักแค่ 58 – 59 พอมารู้ตัวอีกทีตอนนี้ก็ 67 แล้ว ดูดิ่ ขึ้นมาเป็น 10 กิโลแหนะ (หัวเราะ)

มาร์ค : ตอนนี้คงเป็นการทำเพลงใหม่ แล้วก็ตีกับตัวเองทุกวันว่าจะทำอะไรใหม่ๆ ออกมาดี

เพลงนี้ถือว่าเป็นอะไรใหม่ๆ ด้วยหรือเปล่า

บีน : ถือว่าเป็นอะไรใหม่ๆ นะ เพลงนี้มีจังหวะสนุกขึ้น พูดถึงความคิดถึงใครสักคนนึง อยากจะเห็นหน้า อยากจะเจอเขา อีกอย่างหนึ่งบีนได้มาร์ค มาแต่งเนื้อเพลงให้ และก็มีพี่คูน The Kastleมา Engineer ให้ด้วย

รู้สึกยังไงตอนเจอกันครั้งแรก

บีน : โห นี่เราต้องย้อนไป 10 ปีที่แล้วเลยนะ (หัวเราะ)

คูน : มันเหมือนรู้ตัวอีกทีก็รู้จักกันไปแล้วอ่ะ

มาร์ค : ผมเจอพี่คูนที่ค่าย เจอบีนที่ค่าย จำได้ว่าตอนนั้นเจอบีนก่อนที่ค่ายวันที่ผมเข้ามาเซ็นสัญญา

บีน : อ้าวเหรอ ทำไมบีนจำไม่ได้อ่ะ

มาร์ค : ตอนนั้นเรายังอ้วนๆ ดำๆ อยู่เลย ตอนนั้นที่เจอบีนแบบ หูยยย น่ารักอ่ะ แล้วตอนนี้ล่ะ บีนถามต่อ

มาร์ค : ตอนนี้ก็น่ารัก (หัวเราะ) เป็นน้องที่น่ารักชอบหาของกินมาให้ เวลาจะเข้ามาทำเพลงก็จะถามพี่มาร์ค พี่คูน เอาไรเปล่า ผมกับพี่คูนก็จะรอกินอย่างเดียว

บีน : จริงๆ พี่มาร์คกับพี่คูนให้ใจมาอยู่แล้วอ่ะ เพลงบีนน่ะเหรอ มันก็เหมือนเพลงเขาน่ะแหละ

มาร์ค : ส่วนผมกับพี่คูนเจอตอนแรกยังไม่คุยกัน แต่ไปคุยกันตอนไปเล่นคอนเสิร์ตที่ศรีราชา

คูน : คืออย่างนี้ ตอนแรกที่เจอมาร์คไม่คิดว่ามันจะเป็นคนอย่างนี้ คิดว่ามาร์คคงเป็นคนหยิ่งมาก จะชอบพูดแบบห้วนๆ แรกๆ ก็งงว่าทำไมเด็กคนนี้มันเป็นอย่างนี้วะ แต่พอรู้จักเข้าจริงแล้วเขาเป็นคนนิสัยดีครับ เป็นคนพูดตรง จริงใจ

เล่าถึงครั้งแรกที่ได้ทำเพลงร่วมกันหน่อย

            บีน : คือตอนนั้นตอนที่จบเพลง ‘คนที่ใช่ไม่ต้องพยายาม’ พี่ครีเอทีฟก็เคยพูดไว้ว่า อยากมีโปรเจกต์หนึ่งให้เราได้ทำเพลงร่วมกับคนในค่ายกันเอง produce กันเองแล้วก็แต่งเนื้อกันเอง คืออย่างบีน บีนยังแต่งเพลงไม่ค่อยเป็น ก็เลยอยากทำเพลงกับมาร์ค เป็นคนพูดเองเลยนะ แล้วทางค่ายก็คงคุยกัน เราก็ดีใจที่ได้ทำเพลงกับมาร์ค

แล้วคูนล่ะได้มาทำเพลง

            คูน : จริงๆ มันก็เป็นอะไรที่ใหม่ แต่เรื่องโปรดิวซ์จริงๆ ผมเป็นโปรดิวซ์มาก่อนจะเป็นนักดนตรีตั้งแต่สมัยเรียนก็ทำให้เพื่อน แต่ว่าปกติเพลงที่ทำไม่เคยทำสไตล์แบบนี้เลยครับ ก็คือเป็นเรื่องใหม่เหมือนกัน ก็ดีด้วยที่มีมาร์คเข้ามาช่วย เพราะมาร์คเป็นคนทำดนตรี ฟังดนตรีสายนี้อยู่แล้ว ก็ช่วยกันแล้วก็ถามความเห็นบีน เหมือนเราไปด้วยกัน ค่อยๆ ไปด้วยกัน

รู้สึกอย่างไรที่ได้มาทำเพลงร่วมกัน 3 คน

            มาร์ค : ตอนแรกก็ตื่นเต้นนะที่พี่ๆ เห็นว่าเราดีพอที่จะเขียนเนื้อเพลงให้กับคนๆ หนึ่ง คือตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมานั่งโปรดิวซ์ด้วย แต่ว่าพอเขียนเนื้อไปแล้วผมรู้สึกว่าอยากทำให้จบเลย แล้วก็มาเริ่มจากเขียนเนื้อ เขียนเนื้อเสร็จเข้าไปเรียบเรียงดนตรี arrange กับพี่พล แล้วก็ค่อยๆ เติมแต่งทีละนิดๆ แล้วก็ถามพี่บีนว่าชอบไหมแบบนี้ ประมาณนี้ เพราะว่าส่วนตัวมาร์ค เป็นคนที่ชอบฟังเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ป็อบ แบบนี้อยู่แล้ว ก็เลยมาเป็นเพลงนี้ รู้สึกดีใจแล้วก็แปลกใหม่ที่ได้ทำงานกันเป็นกลุ่ม

ถ้าให้เลือก 1 เพลงของใครสักคนในนี้ให้เพื่อนสนิทจะเลือกเพลงไหน

            บีน : เลือก ‘ถ้าเธอรู้’ ของพี่คูน ของ The Kastle เพราะว่า คือซาวด์มันดีจริงๆ นะ คือแบบทุกอย่างอ่ะ เนื้อเพลง แต่บีนแบบว้าวสุดเลยตอนอินโทรขึ้นมา ซาวด์มันเหมือนวง toe ของญี่ปุ่น ถ้าจะแนะนำให้ใครสักคนฟังก็คงเป็นเพลงนี้  ของมาร์คก็เพลงมาร์คดังกว่าบีนทุกเพลงอยู่แล้วอ่ะ บีนก็ไม่รู้จะแนะนำเพลงอะไร ก็คงเป็นเพลง ‘ที่เก่า’

            คูน : คือถ้าผมจะแนะนำเพลงให้เพื่อนฟัง จะแนะนำเพลงที่ฟังง่ายที่สุดของแต่ละคนให้เพื่อนก่อน เพราะถ้าเขาฟังแล้วเขาชอบ เขาจะไปหาฟังเพลงอื่นต่อเอง ถ้าเป็นเพลงของมาร์ค เพลงที่ฟังง่ายที่สุดก็เพลง ‘ยังคิดถึง’ ฟังแล้วมันเพลินมาก แล้วพอเริ่มติดเขาก็จะไปหาฟังต่อเอง เพลงบีน คูนชอบ ‘รอฟังคำนั้น’

            มาร์ค : ถ้าจะให้แนะนำเพลงของ The Kastle ก็ 2 เพลงละกัน เพลง ‘ชีวิตเธอดีอยู่แล้ว’ กับ ‘ลองมาเป็นฉัน’ ส่วนของบีนก็ “คนที่ใช่ ไม่ต้องพยายาม” (มาร์คร้องเพลงนี้ขึ้น) อันเนี่ยชอบ อาจจะแนะนำให้เพื่อนฟังว่า เออ เพลงเนี่ยมันดีนะ

สไตล์การแต่งเพลงของแต่ละคนต่างกันมากไหม

            มาร์ค : ต่างครับ

            บีน :  ต่างกัน คือบีนไม่ได้เขียนเอง (หัวเราะ) ถ้าแยกระหว่างพี่คูนกับมาร์คก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลย เพราะว่าเหมือนเพลงมาร์ค มันจะมีความวัยรุ่นกว่า เข้าถึงวัยรุ่นได้มากกว่า ส่วนอย่างพี่คูน จะมีความโตกว่า ผ่านเรื่องความรักมาเยอะ เรื่องประสบการณ์ การเล่าก็เลยจะค่อนข้างน่านับถือ แบบว่าจริงใจ

            คูน : เมื่อวันก่อน เพิ่งคุยกับมาร์ค จำได้ป่ะที่บอกว่า เห้ย มาร์ค มึงฟังเพลงแบบไหนวะ

ทำไมรสนิยมเรามันต่างกันเหลือเกิน อันนี้คือคุยกัน 2 คนตอนนั้นบีนไม่อยู่ ก็สงสัยว่า เห้ย มาร์คทำไมมึงคิดแบบนี้ ทำไมแต่งเนื้อแบบนี้ แต่ผมนี่จะแต่งไปอีกสไตล์หนึ่งเลย แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าของผมดีกว่าหรือของมาร์คดีกว่า รู้สึกว่ามันแบบเรามากันคนละสายเลยพอเอามารวมกันมองว่ามันก็ดี

แล้วได้เรียนรู้อะไรร่วมกันบ้างในการทำเพลง

            คูน : ผมก็ซึมซับนะ อย่างเวลาทำเพลงผมก็จะเสนอ เห้ย มาร์คเอาแบบนี้เปล่า บางทีผมคิดว่ามันอาจจะดีแล้ว แต่มาร์คก็บอก เห้ย ไม่ใช่พี่ มันไม่ใช่อย่างนี้ มาร์คก็จะเสนออะไรออกมาแบบที่แบบ เห้ย จริงอ่อวะ มีแบบนี้ด้วยอ่อวะ อะไรแบบนี้ เหมือนเราได้เปิดกว้างมากขึ้น

            มาร์ค : เวลาที่ไปทำงานกับพี่คูนผมก็จะพยายามบอกว่า เห้ย พี่ลองใส่แบบนี้ดูดีไหม พี่คูนก็จะมีแนวชัดอยู่แล้ว

            คูน : สำหรับผมจะชอบทำอะไรที่มันง่ายแล้วมันเรียบ คือแบบมันจะไม่มีความเก๊ก ไม่มีความเท่ ไม่มีความซน ไม่มีความเล่นอะไรเท่าไหร่

หมายถึงว่า จริงใจ อย่างเดียว

            คูน : ใช่ รวมถึงดนตรีด้วยนะครับ มันจะตรงๆ ตลอด

            มาร์ค : แต่อย่างของผม ถ้าเป็นเพลงที่มาร์คทำเองนะ 1 เลยต้องเท่ หมายถึงดนตรีต้องเท่ 2 เมโลดี้ต้องเก๊ก

เมโลดี้ต้องเก๊ก หมายถึง?

            มาร์ค : มันต้องมีความเป็น Unique แล้วก็ฟังได้ง่ายๆ แต่บางคนอาจจะไม่ชอบ บางคนอาจจะชอบก็เหมือนกับว่าเหมือนยืนมองผู้ชายคนหนึ่ง ที่คนนี้เก๊กว่ะ แต่กับอีกคนที่อาจจะมองว่าเขาไม่ได้เก๊กแต่เขามีเสน่ห์

เพลงอยากกอด inspiration มาจากใคร

            มาร์ค : มาจากบีนก่อน คือตอนแรกบีนก็นั่งประชุมกันแบบนี้แหละ ในค่ายก็พูดถึงเรื่องคอนเทนต์เพลงก่อนว่าอยากได้เพลงแบบไหน medium ช้า บีนก็เลยเสนอมาว่าอยากได้เพลงแบบคิดถึง แต่ไม่ใช่คิดถึงในมุมของแฟนเก่า แต่คิดถึงในมุมที่เราอยากจะเจอแต่ไม่ได้เจอสักที

            บีน : คิดถึงระยะไกล หรือว่าคิดถึงเวลาเหนื่อยมากๆ แล้วก็อยากจะเห็นหน้าใครสักคน ซึ่งอาจจะเป็นคนที่เราอินเลิฟอยู่ในตอนนั้น ก็อยากจะได้พลังจากเขา การพูดคุยในชีวิตประจำวัน คุยแล้วเห็นหน้ากัน บีนก็เลยคุยกับมาร์คว่าอยากได้ประมาณนี้ มาร์คพอจะไหวไหม (หัวเราะ) มาร์คก็บอกว่าได้เดี๋ยวลองไปคิดมาให้ แล้วบีนก็บอกว่าบีนอ่ะ ครั้งนี้อยากเปลี่ยนไม่เอาเพลงช้าแล้ว พอมาแนวนี้แล้วมันก็ค่อนข้างสดใส ไม่ได้รู้สึกเศร้ามาก รู้สึกคิดถึงมากกว่า เหงาๆ หน่อย ก็เลยอยากให้มันเป็น medium ฟังง่ายๆ มีจังหวะแล้วก็สามารถโยกตามได้ วันนั้นก็เลยคุยกับมาร์คแล้วก็บอกไป พอหลังจากนั้นมาร์คก็กลับไปคิดเมโลดี้มาให้เลย คิดทำนองมาว่าแบบประมาณนี้ชอบไหม

            มาร์ค : คือตอนแต่งเพลงนี้ผมนึกถึงสถานที่กับหน้าคนร้องว่ามันควรจะต้องเป็นยังไง คือสถานที่ผมจินตนาการว่าอยู่ในออฟฟิศ เราทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน แล้วก็นึกถึงหน้าบีนว่า ถ้าเกิดนึกถึงใครสักคนหนึ่งอ่ะ อยากจะทำยังไง ก็คิดว่าอาจจะอยาก Facetime หรือเปล่า เพราะว่าสมัยนี้ถ้าเกิดอยู่ไกลก็ทำอะไรไม่ได้นอกจาก Facetime กับแชร์เฟซบุ๊ก กดไลค์นู้นนี่ ผมเลยเขียนมาว่า “อยากจะ Facetime chat line บอกเธอให้รู้ว่าคนคนนี้คิดถึงอยากกอดเธอแค่ไหน” ก็เลยออกมาเป็นเพลงนี้

            บีน : แล้วก็หลังจากนั้นที่คุยกันเสร็จแล้ว พี่พลก็บอกว่าเนี่ย อยากให้ทำเพลงกับพี่คูน ให้มันมีซาวด์ต่างๆ มากมาย โดยที่ให้พี่คูนเข้ามาช่วย พวกเราก็เลยไปบ้านพี่คูนแล้วก็ทำเพลงด้วยกัน ระหว่างทางมันก็มีซาวด์เยอะแยะเลยที่มาร์คได้ยิน พี่คูนเขาก็เฟ้นหามาให้ ก็กดๆ เลือกๆ อันนี้ได้มั้ย อันนี้ได้ป่ะวะ มาร์คก็จะบอกว่ายังไม่โดน ยังไม่โดน (มาร์คหัวเราะ) ยังไม่ได้พี่ ก็จะเลื่อนลงๆ จนเจอที่ใช่

ทำไมถึงชื่อเพลงว่า อยากกอด

            บีน : สำหรับบีน บีนรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนบทสรุปทั้งหมดของเรื่องนี้ที่พูดมา ที่อยากจะ Facetime แชทไลน์ทั้งหมดทั้งมวล ก็ความอยากเจอมันก็มีอยู่แล้ว ทุกคนก็อยากเจอกันแต่ว่าอยากกอดมันดูพิเศษกว่า มันดูมากกว่าแค่อยากจะเห็นหน้าแล้วอ่ะ มันจะอยากจะเข้าไปกอดสักทีหนึ่ง ให้รู้สึกว่าชื่นใจก็เลยใช้เป็นเพลงอยากกอด

ถ้าให้ลองตั้งชื่อเพลงนี้ใหม่ตอนนี้ จะตั้งชื่อว่าอะไร

            คูน : ตอนที่ส่งเดโม่เพลงนี้ไปเสร็จสมบูรณ์ ผมจะเขียนชื่อเพลงว่า Facetime ตลอด คือตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อเพลงว่าอะไร เพิ่งจะมารู้ตอนหลังว่าชื่อเพลง ‘อยากกอด’ แต่สำหรับผมแล้ว Facetime มันเสียดหูมากที่สุด

            มาร์ค : ถ้าเป็นของเราจะตั้งว่า ‘คิดถึงอ่ะ’ เหมือนแบบผู้หญิงคนหนึ่งพูดออกมา “คิดถึงอ่ะ” อยาก Facetime อยากไปหา ผมว่ามันดูน่ารักดี

            บีน : บีนอ่ะก็อยากตั้งว่า Facetime เหมือนกัน เหมือนแบบสมัยก่อนจะตั้งว่า MSN คือมันดูเป็นของยุคนั้นจริงๆ อย่างเช่น Facetime ก็มันดูเป็นของยุคนี้แต่ก็รู้สึกว่าเออ มันยังไม่ค่อยครอบคลุมเท่าไหร่ เพื่อให้ชื่อเพลงมันครอบคลุมทั้งหมดกับเรื่องที่เล่ามาก็เลยใช้ชื่อเพลง ‘อยากกอด’

เพลงนี้ต้องการสื่ออะไรถึงคนฟังยังไงบ้าง

            บีน : คือเรารู้สึกว่า โอเคคนเศร้ามันมีอยู่แล้วใช่ป่ะ แต่ว่ามันยังไม่มีเพลงสำหรับสถานการณ์ที่คิดถึง คิดถึงคนรักปัจจุบันที่อยากจะเข้าไปเจอ อยากจะเห็นหน้า แล้วเราก็รู้สึกว่าอาจจะมีคนฟังที่กำลังเจอกับสถานการณ์แบบนี้อยู่ ก็รู้สึกว่าเออ เราอยากจะทำเพลงที่ไม่ต้องเศร้าบ้างแล้ว แล้วก็มีความหมายที่แบบว่าฟังแล้วรู้สึกว่า “โอ้ย คิดถึงจัง” บ้าง จริงๆ แล้วก็คือเราอยากเล่าแหละ เราก็ไม่รู้ว่าคนฟังอยากฟังอะไร แต่เราอยากเล่าเรื่องแบบนี้ไป

ถือว่าเพลงนี้เป็นเพลงอ้อนแฟนได้ไหม

            มาร์ค : คือตอนแรกเจตนาเรามันคือเพลงอ้อน คือเป็นผู้หญิงคนหนึ่งอ้อนผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ต้องผู้หญิงหรอก ผู้ชายก็อ้อนได้ เดี๋ยวนี้ผู้ชายอ้อนผู้หญิงมีตั้งเยอะแยะ

            คูน : คือตอนแรกที่ร้อง มาร์คก็จะบอกว่า บีน อ้อนกว่านี้ เอาอ้อนๆ กว่านี้ ฟังแล้ว โห เริ่มสงสารบีนแล้ว (หัวเราะ) มาร์คก็บอกว่าเอาอ้อนกว่านี้ อ้อนกว่านี้อีก (หัวเราะ)

            บีน : แล้วเราก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะไปแบบอ้อนใครขนาดนั้นอ่ะ คือตอนแรกมาร์คอ่ะ มองว่าบีนเป็นคนที่ หูยยย น่ารัก อ้อนเก่ง อะไรแบบนี้ แต่เราแบบมาร์คมันทำไม่ได้ มันฝืน (มาร์คหัวเราะ) คือขนาดร้องออกมา เรายังรู้สึกว่าแบบ อู้ยย อึ่ยย (หัวเราะ) แล้วก็เลย แบบมาร์ค เราร้องได้แค่นี้จริงๆ ขอโทษจริงๆ อ้อนสุดของเราก็คือเบอร์นี้แล้ว จะไปหวานกว่านี้มันก็ไม่ใช่บีน

ก็คือถ้าใครฟังเพลงนี้ของบีน คืออ้อนสุดแล้วใช่ไหม

            บีน : ใช่ อ้อนสุดแล้ว (หัวเราะ) คือใส่ความน่ารักเข้าไปเต็มที่แล้ว

ทำไมถึงดึงความรักในโซเชียลมาเล่าอยู่ในเพลงนี้

            บีน : ต้องถามมาร์ค เพราะมาร์คเป็นคนคิดท่อนฮุกมาก่อนเลยท่อนแรก

            มาร์ค : เพราะว่าโซเชียลมันมีอิทธิพล ทุกคนเข้าถึงโซเชียลได้ ผมก็เลยคิดว่า ถ้าอยู่ไกลกันแล้วจะต้องคิดถึงใครสักคน อยากกอดแต่มันทำไม่ได้ โซเชียลมันก็เป็นตัวสื่อเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นไลน์ เฟซบุ๊ก ผมเลยคิดว่าถ้าเอาโซเชียลมาเล่นในเพลงมันอาจจะได้หลายๆ คอนเทนต์ หลายๆ มุมมอง

หมายถึงโซเชียลมันง่ายต่อการเล่าเรื่องด้วย?

            มาร์ค : ใช่ มันง่าย มันง่ายในการสื่อด้วย สมมติว่าผมคิดถึงใครสักคน ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมา ไม่ใช่โทรนะแต่เป็น Facetime ซึ่งเราจะ Facetime ได้มันก็มีในเฟซบุ๊ก หรือในไลน์ คือมันเป็นโซเชียลอยู่แล้วอ่ะ ก็เลยเขียนออกมาแบบนี้ ปัง!

            คูน : คือผมว่ามันจะมีสื่อที่ถูกพูดอิงความรักในทุกยุคทุกสมัย สมัย The Beetle, สมัยคาร์เพนเทอร์ ก็จะมี The postman คุณบุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมาย พอมายุค 2000 ก็อาจจะมีโทร เพื่อจะบอกว่ารัก ยุค Kamikaze ก็มี MSN แล้วผมว่าทุกสื่อที่ทำให้คนบอกรักได้ก็จะมีเพลงแบบนี้ตลอด

            มาร์ค : เพลงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่สามารถอยู่ในยุคนี้ได้ มันจะกลายเป็นตำนาน

            บีน : นี่! (หัวเราะ) คุณมาร์คคะ

            มาร์ค : หยอกๆ

คือกลายเป็นว่าทำเพลงเพื่อเป็นภาพจำของโซเชียล

            มาร์ค : ก็คืออยากจะ Facetime อยากจะอะไรในเพลงก็จะบอกหมดแล้วว่าโซเชียล

            คูน : แต่มันจะเป็นไทม์ไลน์ที่เท่นะ ถ้าผ่านไป 10 ปีแล้ว เห้ย สมัยนั้นยัง Facetime อยู่เลย

            มาร์ค : แล้วเราก็ไม่รู้ว่าในอนาคตมันจะมีอะไรใหม่กว่า Facetime อีกหรือเปล่า อาจจะแบบว่าได้กลิ่นเลย อยู่ในจอแล้วแบบ อู้ย ได้กลิ่น อู้ย ทำอาหารเหรอ อะไรแบบนี้ คนในรุ่นนั้นถ้ากลับมาฟังเพลงอีกมันอาจจะคลาสสิกดีในอีก 10 ปีข้างหน้า

            คูน : เหมือนเรากลับไปฟัง MSN ฟังแล้วมันก็น่ารักดีนึกถึงสมัยนั้น

            บีน : คิดว่าในอนาคตมันอาจจะมีนาฬิกาที่เปิดมาแล้วเห็นเป็นตัวเลยก็ได้นะ แบบในหนัง

แล้วใน 3 คนนี้ใครติดโซเชียลมากที่สุด

            คูน : คูนอ่ะเล่นน้อยสุด

            บีน : ใช่ พี่คูนเล่นน้อยสุด (หัวเราะ)

            มาร์ค : พี่คูนไม่เล่นเลยอ่ะ ตอนทำเพลง

            บีน : บีนให้มาร์ค

            มาร์ค : เอ้า!

            บีน : เพราะว่าอย่างบีนอ่ะ บีนยังไม่ค่อยทวิตเตอร์มาก แต่ว่ามาร์คเนี่ย ตอนนั้นบีนเพิ่งสมัครทวิตเตอร์ แล้วบีนก็เข้าไปส่องใช่ไหม ก็เห็นมาร์คทวีตตลอดเวลาเลยเนอะ คิดว่าน่าจะติดมากกว่า

            มาร์ค : แต่โซเชียลแบบเฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์ ถ้าทำงานก็จะไม่จับ ชั่วโมงครั้งหนึ่งหรือสองชั่วโมงครั้งหนึ่ง เลื่อนๆ ดูว่ามันมีข่าวอะไรน่าสนใจ ก็ถ้าจะบอกว่าเราติดก็…ได้!

            บีน : แต่บีนก็โพสต์รูปเยอะในไอจี หรือว่าเราติดเยอะกว่า (หัวเราะ)

สรุปใครติดเยอะกว่า

            บีน : ไม่รู้ (หัวเราะ)

ติดกันคนละแอปฯ

            มาร์ค : ใช่ ติดคนละแอปฯ

            คูน : คูนเนี่ยเป็นคนที่ไม่ค่อยเล่นโซเชียลเลย

            บีน : พี่คูนยังไม่ตอบไลน์เลย (หัวเราะ)

            มาร์ค : พี่คูนจะแบบนับครั้งได้เลย ที่โทรไลน์ไปแล้วพี่คูนไม่รับสาย เอ้ย ไม่ใช่ คือนับครั้งไม่ถ้วน นับครั้งที่รับได้ แต่ว่าพอโทรเบอร์ปุ๊ป ไม่ถึง 2 ตื๊ด รับ ผมก็งงเหมือนกัน (ทุกคนหัวเราะ)

ถ้าเวลามีความรักคิดว่าตัวเองจะเป็นเหมือนในเพลงหรือเปล่า

            มาร์ค : ไม่ ผมว่าผมไม่เป็นนะ ถ้าเกิดว่าผมคิดถึงผมจะทักไปว่า ทำไรอ่ะ ทิ้งข้อความไว้เฉยๆ ผมไม่จำเป็นที่จะต้อง Facetime เลย จะแค่ทักไปหาว่าเออ “ทำไรอยู่ กินข้าวด้วยนะ คิดถึงนะ” แค่เนี่ยก็จบ ไม่จำเป็นจะต้อง Facetime อะไรขนาดนั้น เขาก็อาจจะยุ่ง

            บีน : แต่ว่าบีนชอบนะ Facetime คือรู้สึกว่าได้เห็นหน้ากันไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะเหมือนอยู่ใกล้ๆ

            คูน : สำหรับคูนไม่ค่อย ชอบโดนบ่นประจำว่าทำไมไม่ตอบไลน์ทำไมไม่แบบ.. อย่างสมมติเวลาคูนทำอะไรสักอย่างคูนจะหายไปเลย อย่างเช่นวันนี้คูนจะทำเพลง เที่ยงปุ๊ปทำเพลง แล้วมันเหมือนจะหลงไปอยู่ในโลกนั้นอ่ะ หลงไปเลย 6-8 ชม. ออกมาดูโทรศัพท์อีกที โห อะไรเต็มเลย

            มาร์ค : คือพี่คูนจะเป็นแบบนี้ ผมทักไปตอนเที่ยง พี่คูนจะตอบอีกที 2 ทุ่ม (หัวเราะ)

คูณ : ใช่ๆ (หัวเราะ)  คือเป็นคนทำอะไรพร้อมกันหลายๆ อย่างไม่ได้ คือถ้าหยิบมือถือปุ๊ปเนี่ยจะลืมงานไปเลย แล้วก็จะโอเค เดินออกจากห้องลงไปนอนเตียงเล่นไปเลย คือทำได้อย่างเดียว ถ้าเกิดทำงานวางมือถือก็จะหายไปเลย

เพลงนี้ถือฉีกออกจากเพลงเดิมที่เคยทำไหม

            บีน : ทั้งเรื่องดนตรี เนื้อเพลง เมโลดี้ ทุกอย่างเลย บีนรู้สึกว่ามันต่างจากเดิม เหมือนเนื้อเพลงก็จะมีความเป็นมาร์คมากขึ้น คือมาร์คเป็นคนแต่งเพลง วิธีการเขียนของมาร์คเลยจะเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว แล้วมันก็จะไม่เหมือนเลยกับ 3 เพลงที่ผ่านๆ มา จับต้องง่ายขึ้น หยิบเรื่องรอบกายต่างๆ มาใส่ในเพลง ก็จะไม่เหมือนกับเพลงที่ผ่านมา ไม่ได้มีโซเชียลเข้ามาเกี่ยวอะไรแบบนี้ อย่างเรื่องดนตรีก็จะมีจังหวะขึ้น มี Movement มากขึ้น แล้วก็เรื่องซาวด์อิเล็กทรอนิกส์ก็จะเข้ามาอยู่ในเพลงมากขึ้น

รู้สึกอย่างไรที่ได้ร้องเพลงที่มีจังหวะสนุกขึ้น

            บีน : ก็รู้สึกดีนะ เพราะช่วงหลังๆ ที่บีนได้ไปโชว์กับพี่อิ้งค์ หรือพี่เอิ๊ต บีนก็จะเลือกเพลงที่มีจังหวะ    medium แล้วก็เพลงที่มันสามารถโยกได้ แล้วก็หลายคนบอกว่า รวมถึงบีนเองก็รู้สึกว่าบีนอยู่กับเพลงที่มีจังหวะแล้วมันโอเคนี่นา มันก็ไม่ได้แย่ ก็เลยคิดว่าเราน่าจะมีเพลงของตัวเองที่มีจังหวะสักเพลงหนึ่งนะ จะได้ให้คนดูรู้สึกว่า เราไม่ได้เป็นคนเศร้าอย่างเดียวนะ เรามีจังหวะด้วย

ถ้าปกตินัดทำเพลงด้วยกันที่ไหน

            มาร์ค : บ้านพี่คูนครับ

            บีน : บ้านพี่คูน แล้วไกล ไกลมาก (หัวเราะ)

แล้วไปกันยังไง

            บีน : บีนก็จะโทรถามมาร์คก่อน ไปด้วยนะ

            มาร์ค : สบายมาก ปกติเวลาผมไปจะขับรถไปอยู่แล้ว

            คูน : ขากลับก็วุ่นวายนะ ตี 1-2

            บีน : ตี 4 (หัวเราะ)

            มาร์ค : อ่อ มีอยู่วันหนึ่งตี 4 นี่หว่า

สนิทกันมากขึ้นไหม ตั้งแต่ทำเพลงนี้

            บีน : สนิทนะ มันเหมือนได้แชร์ความเห็นกัน ก็จะได้เห็นแล้วว่า มาร์คชอบแบบนี้ พี่คูนชอบซาวด์แบบนี้ เมโลดี้อย่างนี้ มันก็จะเห็นความชอบของแต่ละคนเยอะขึ้น

            คูน : สนิทขึ้น เพราะเมื่อก่อนเราเจอกันก็แค่ทักทาย ไม่ได้อะไรมากแต่นี่ได้เห็นความคิดของแต่ละคน ได้รู้ว่ามาร์คก็เป็นคนดีเหมือนกันนะ (หัวเราะ)

            บีน : ทำไมบีนไม่เห็นเลยอ่ะพี่ หยอกๆ (หัวเราะ)

ก็มีแบบไปกินหมูกระทะ ไปกินนู้นกินนี่ด้วยกัน

            คูน : ใช่ไปกินข้าวด้วยกัน

            มาร์ค : ก็คือทำเพลงเสร็จเมื่อไหร่ ก็จะไปหาอะไรกินต่อด้วยกัน

ใครเปย์เยอะสุด

            คูน,มาร์ค : บีน (ตอบพร้อมกันแล้วหัวเราะ)

จริงเหรอ ให้ผู้หญิงเปย์เหรอ

            คูน : คือบีนเขาจัดมาเอง

            บีน : บีนให้ได้อีกนะ (หัวเราะ) เจ๋งป่ะ เพราะว่าบีนติดรถมาร์คก็เกรงใจแล้ว แล้วยังไปทำเพลงที่บ้านพี่คูนอีก

            บีน : ถ้า 10 ล้านวิวขึ้นเดี๋ยวพาไปเลี้ยงข้าว

            มาร์ค : หึ่ยยยย

            บีน : เลี้ยงข้าวต้มเนี่ยแหละพี่ (หัวเราะ)

สิ่งที่ทุกคนชอบเข้าใจผิดในเรื่องของเราคืออะไร

            บีน : ถ้ามาร์คก็จะบอกว่าบีนอ่ะ เป็นคนที่ดูบอบบาง จิ้มลิ้ม แต่จริงๆ บีนเป็นคนดุดันมากเลยนะ แบบสายลุย หน้าตาเราอาจจะดูจิ้มลิ้มไงแต่จริงๆ แล้วเราเป็นคนชอบนั่งมอเตอร์ไซค์ ชอบความเร็ว ชอบอะไรที่มันสะดวกสบายแบบรวดเร็ว ไม่ได้กลัวร้อน ไม่ได้กลัวแดด ไม่ได้แบบว่าต้องมีความเพอร์เฟ็คในด้านชีวิตขนาดนั้น หรือการแต่งตัวก็ตามใส่อะไรก็ได้ที่เราหยิบจับได้ ประมาณนั้น กินง่ายอยู่ง่าย

แล้วพี่คูนล่ะ

            คูน : ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน มีเสนอไหม

            บีน :  ตอนแรกที่บีนเจอพี่คูน รู้สึกว่าพี่คูนเป็นคนขี้เก๊กมากพี่ เพราะว่าพี่คูนเป็นคนนิ่งๆ แบบไม่ค่อยพูดกับใครถ้าไม่ได้รู้จักกัน

            มาร์ค : แล้วพอมาเจอจริงๆ

            บีน : ก็เป็นคนนิ่งจริงไม่ได้ขี้เก๊กเลย มาร์คขี้เก๊กกว่าอีก (หัวเราะ)

            มาร์ค : เรานั่งอยู่เฉยๆ นั่งอยู่ดีๆ

            บีน : หลอกๆ แต่ว่าจริงๆ พี่คูนเป็นน่ารักมาก สงบนิ่งอ่ะรู้สึกว่านั่งสมาธิอยู่ตลอดเวลา

            คูน : นั่นพี่เป็นพระหรือเปล่า (หัวเราะ)

            บีน : เป็นคนสุขุมแล้วก็ไม่ขี้เก๊กเลย เข้ามาทักพี่คูนได้เลย

มาร์คล่ะ

            มาร์ค : หยิ่งมั่ง

แล้วหยิ่งจริงหรือเปล่า

            มาร์ค : คือผมจะเป็นคนพูดจาแบบ เหรอ พี่ อ่อ จริงอ่อพี่ อะไรอย่างนี้

            คูน : จริง

            มาร์ค : ผมเป็นคนที่ถ้าไม่สนิทกับใครจะไม่คุยกับเขาก่อน ผมไม่รู้จักผมจะไม่คุย แต่หลังๆ ผมก็เริ่มเปลี่ยนแล้วนะ ไม่รู้จักใครจะเริ่มชวนเขาคุยก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วผมไม่ได้หยิ่งนะครับบบ

คิดว่าจะได้ทำเพลงร่วมกันอีกไหม

            บีน : คิดว่าจะเริ่มทำเพลงต่อไปเลย

            คูน : อันนี้คือไม่ให้พี่ทำมาหากินของตัวเองเลย (หัวเราะ)

คือทั้ง 3 คนเรียกได้ว่าเข้าขากันแล้ว

            คูน : ใช่ครับคือทั้ง 3 คนมีของเป็นของตัวเอง

แล้วตอนนี้แต่ละคนมีผลงานอะไรให้ติดตามกันบ้าง

            บีน : เพลงอยากกอดเลยค่ะ ฝากติดตามด้วยนะคะ แล้วก็ช่วงนี้พยายาม cover เพลงมากขึ้นเพราะหลายๆ คนบ่นคิดถึงอยากฟังเสียงบีน

ติดตาม cover ได้ที่ไหน

            บีน : Youtube channel ของบีนเอง Bean Napason ก็เดี๋ยวคงลงในเพจค่ายด้วยก็ไปติดตามได้ที่เฟซบุ๊กของบีน Bean Napason ใน IG หรือว่า Twitter ได้หมด

            คูน : ของคูนเดี๋ยวจะมีเพลงใหม่ ตอนนี้อัดเดโม่แล้วแต่ว่ายังไม่รู้ว่าจะปล่อยแบบไหน จะเป็นเพลงหรือเป็นชุด แต่อีกไม่นานก็จะมีเพลงใหม่

            มาร์ค : ส่วนของผมมีซิงเกิลล่าสุด ชื่อเพลงว่า ‘ยังรอ’ แล้วก็ cover เพลง ‘รักเท่าไหร่ก็คงไม่พอ’ นะครับ แล้วก็มีเพลงจีนสามารถติดตามได้ครับ จะออกมาเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้ว อยากให้ทุกคนฝากอะไรถึงแฟนคลับที่ติดตามอยู่หน่อย

            บีน : ขอบคุณแฟนคลับทุกคนที่ยังติดตามอยู่นะคะ ขอบคุณที่ยังติดตามเราอยู่ ก็รู้สึกว่าดีใจมากๆ ที่มีทุกคนอยู่ค่ะ

            คูน : สำหรับผม The Kastle ขอบคุณที่ชอบเพลงของพวกเรานะครับ

            มาร์ค : แต่ผมชอบเพลงพี่นะ อันนี้ผมพูดจริงชอบมาก

            มาร์ค : ของผมก็คล้ายๆ กับบีนครับ ขอบคุณที่ติดตามอยู่ถึงแม้ว่าช่วงนี้อาจจะหายๆ ไปบ้าง ไม่ค่อยได้ลงอะไรในโซเชียล แต่กำลังซุ่มทำอยู่ก็อยากให้รอติดตามผลงานนะครับ

“แต่ว่าอยากกอดมันดูพิเศษกว่า มันดูมากกว่าแค่อยากจะเห็นหน้าแล้วอ่ะ มันอยากจะเข้าไปกอดสักทีหนึ่ง ให้รู้สึกว่าชื่นใจ ก็เลยใช้เป็นเพลงอยากกอด”


***

ขอบคุณสถานที่จาก V8 Dinner
https://www.facebook.com/v8diner/

และภาพถ่ายจากท้อปโปรโมเตอร์&ครีเอทีฟ สุดจัดจ้านย่านบางกระบือ

Scroll to Top