ความทรงจำเบื้องหลังน้ำตาและคำสัญญาว่าจะไม่หยุดวิ่ง

Aug 1, 2018 เรื่องโดย Rock the box

 “JUST A LITTLE BLISS CONCERT” ที่เพิ่งผ่านไปคือการปลดล็อกความฝันแรกของ “อิ้งค์ วรันธร เปานิล” นับตั้งแต่ตกลงปลงใจมาร่วมเดินทางกับ BOXX MUSIC เรายังจำคำสัญญาที่ได้ให้กับเธอในวันนั้นได้ดี

การได้ยืนเชียร์อยู่สุดขอบเวทีอาจทำให้เรามองไม่เห็นน้ำตาของอิงค์ แต่การยืนมองจากระยะไกลก็เพียงพอที่จะพาเราย้อนความทรงจำกลับไปถึงวันแรกที่เราตกหลุมรักเสียงของเธอ ทันทีที่รู้ว่าเธอมุ่งมั่นอยากทำเพลง เราไม่ลังเลเลยที่จะต้อนรับอิ้งค์เข้าสนามเด็กเล่นแห่งนี้

แม้ชีวิตศิลปินไม่ได้ง่ายเหมือนน้ำเสียงอันสดใสของอิ้งค์ เริ่มต้นบนเวทีคอนเสิร์ตครั้งแรกเจอบททดสอบที่ทำให้ต้องเสียน้ำตา แต่เราเชื่อว่าน้ำตาในวันนั้นไม่ได้เปี่ยมสุขเท่าน้ำตาบนเวทีคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของเธอ

ในที่สุดอิ้งค์ก็มีคอนเสิร์ตเป็นเดี่ยวเป็นของตัวเองแล้ว ความรู้สึกมันเป็นอย่างไร
คอนเสิร์ตคือความฝันที่ลิสต์ไว้ตั้งแต่วันแรกที่อิ้งค์ก้าวเข้ามาในค่ายบ็อกซ์มิวสิค สิ่งที่น่าดีใจคือความฝันของอิ้งค์ไม่ได้ถูกละเลยไป ขอย้อนกลับไปวันที่อิ้งค์ได้ยินพี่ๆ ในค่ายเกริ่นว่า “อิ้งค์จะได้จัดคอนเสิร์ตของตัวเองแล้วนะ” ภาพในหัววิ่งเข้ามาทันที คิดไปต่างๆ นานาว่า คอนเสิร์ตอิ้งค์ควรจะเป็นยังไง ใช้ชื่อว่าอะไรดี สนุกดีเพราะทุกคนเปิดโอกาสให้อิ้งค์เข้าไปดูในทุกๆ ดีเทล ทั้งเสื้อผ้า อาร์ตไดเรกชั่น อย่างสีของเวทีที่มาออกมาจากการร่วมดีไซน์ของเรา มันทำให้ศิลปินที่มีคอนเสิร์ตเดี่ยวเป็นของตัวเองครั้งแรกภาคภูมิใจกับมันมาก

ตั้งแต่กระบวนการเริ่มดีไซน์คอนเสิร์ต ฝึกซ้อม จนกระทั่งได้แสดงบนเวทีที่มีคนมากมายมาดูอิ้งค์ร้องเพลง ช่วงไหนถือเป็นจุดไคลแมกซ์ที่สุดของศิลปิน
อิ้งค์คิดว่าการซ้อมครั้งสุดท้ายคือจุดที่พีคที่สุดแล้วแหละ ต่อให้มีเวลาซ้อมมากแค่ไหนศิลปินก็จะไม่เคยรู้สึกว่าพอหรอก ด้วยความที่อิ้งค์ตั้งใจกับคอนเสิร์ตนี้มากก็จะมีความนอยด์ว่า ร้องยังไม่ดี สคริปต์ยังไม่แน่น ฟีลยังไม่ได้ กระทั่งวันสุดท้ายแล้วก็ยังรู้สึกว่ายังไม่เพอร์เฟ็กต์เลย ในหัวเต็มไปด้วยหลายๆ ความรู้สึก กดดันทั้งจากคนที่เขาตั้งใจมาดูอิ้งค์ ทีมที่คอยซัพพอร์ต ความคาดหวังมีมากมาย จนกระทั่งตอนที่อิ้งค์มานั่งเคลียร์ตัวเองหลังซ้อมแล้วก็ได้พี่ทีมงานที่อยู่กันมาตั้งแต่วันแรก อย่างพี่พลกับพี่กัส (คชภัค ผลธนโชติ – หัวหน้าแก๊งค์บ็อกซ์ และกัษมา เรืองงาม – สุดยอดวายร้ายครีเอทีฟ) ทุกคนมาให้กำลังใจ มาอยู่กับอิ้งค์ งัดทุกคำพูดออกมาพูดคุยให้ความกดดันในใจคลี่คลายลง ช่วยกันเคลียร์สคริปต์ ทำให้อิ้งค์นึกย้อนไปถึงวันที่ฝันว่าอยากใช้ชีวิตแบบศิลปิน ทุกบทเพลงของอิ้งค์จึงมีเรื่องราวเบื้องหลัง หลังจากนั้นมั่นใจว่า อิ้งค์จะบอกทุกความรู้สึกกับทุกคนที่ตั้งใจมาดู ถ้าหากทำได้ในแง่หนึ่งมันก็คือการปลดล็อกให้อิ้งค์ก้าวไปในสเต็ปต่อไปของการทำงานด้วย พอตัดทุกความกังวลออกไป จำได้เลยว่าวันที่ขึ้นซาวด์เช็คพลังมันมาจากไหนไม่รู้ ตอนนั้นรู้แค่ว่าจะต้องทำให้เวทีตรงนี้เป็นของอิ้งค์ให้ได้

บนเวทีคอนเสิร์ตมีช่วงหนึ่งที่อิ้งค์ร้องไห้ น้ำตาในวันนั้นมาจากความรู้สึกไหน
จำได้ว่าวันนั้นเริ่มร้องตอนที่เริ่มกล่าวคำขอบคุณ จริงๆ จะร้องตั้งแต่เปิดหัวคอนเสิร์ต ตอน “สวัสดีค่ะ อิ้งค์ วรันธร” แล้ว (หัวเราะ) ทั้งที่พูดประโยคนี้มาตั้งสองปีแล้วแต่เสียงสั่นเฉยเลย ด้วยความรู้สึกว่าชีวิตการทำเพลงของอิ้งค์ผ่านไปเร็วจนเหลือเชื่อ ยังจำวันแรกที่ไปขึ้นเวทีแล้วยังไม่มีใครรู้จักเพลงของอิ้งค์ได้ ในหัวตอนนั้นมีแต่คำถามเต็มไปหมด เขารู้จักอิ้งค์ไหม เขามาดูอิ้งค์หรือเปล่า ไม่กล้าขอให้ใครร้องเพลงเลยเพราะไม่รู้ว่าเขาจะร้องได้หรือเปล่า วันนั้นลงเวทีมาแล้วร้องไห้เลย

จากวันแรกที่ขึ้นเวทีจนร้องไห้กลับมา อิ้งค์ไปเอาความมั่นใจจากไหนในการขึ้นโชว์ครั้งต่อไป
มันมาจากความที่อิ้งค์เริ่มยอมรับและเคยชินกับความเด๋อของตัวเองด้วย รู้ว่าถ้าขึ้นไปบนนั้นมันจะมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นนะ แต่ก็บอกตัวเองว่าไม่เป็นไร ทำไปเถอะ วันนี้อาจจะมีคนรู้จักอิ้งค์แค่หนึ่งคนแต่พรุ่งนี้จะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ยอมเด๋อวันนี้ก็ไม่รู้หรอกว่าในอนาคตจะมีคนรู้จักอิ้งค์เพิ่มขึ้นหรือเปล่า ทำไปเรื่อยๆ จนในที่สุดคนเริ่มมาทักว่า “อิ้งค์คือคนที่ร้องเพลงเหงาเหงาใช่มั้ย เขาเคยฟังแต่เพิ่งรู้ว่าคนนี้ร้อง” กำลังใจจึงเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ไม่รู้สึกเด๋อนะ บางทีพอไปอยู่ในที่ที่รู้สึกว่าสเกลใหญ่เกินความเป็นเรา ก็จะมีความกลัวขึ้นมาเสมอ กลัวว่าจะคอนโทรลทุกอย่างไม่ได้ กลัวคนดูไม่มีส่วนร่วมกับเพลงของอิ้งค์จะต้องคอยดูตลอดว่าคนเขาโยกไปกับเพลงมั้ย แต่อย่างคอนเสิร์ตล่าสุดอิ้งค์ไม่เห็นเลยนะว่ามีคนเยอะแค่ไหน มีไฟจ่อเต็มไปหมด

ถ้าคอนเสิร์ตเดี่ยวเปรียบเหมือนการก้าวเท้าแรกที่ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อิ้งค์วางแผนสำหรับก้าวต่อไปของตัวเองอย่างไร
ตั้งแต่วันแรกที่อิ้งค์ตัดสินใจมาทำเพลง พ่อก็คุยกับอิ้งค์เลยว่า วันที่อิ้งค์มีชื่อเสียง อิ้งค์ต้องรู้จักแบ่งปันคนอื่นด้วยนะ ในวันที่เสียงของเรามีคนฟัง แปลว่าอิงค์พูดออกไปแต่ละครั้งมันไม่ใช่แค่พูดกับคนๆ เดียวแล้ว แต่อิ้งค์สามารถพูดเพื่อสื่อสารออกไปให้สู่คนมากมาย

วันนี้เราอาจไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่นักแต่เพลงของอิ้งค์หรือการเติบโตของอิ้งค์สามารถเป็นแบบอย่างให้น้องๆ ได้ อิ้งค์ทำทุกอย่างตามความชอบ ทั้งการตัดสินใจในการเรียน อิ้งค์ไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่รู้ว่าชอบร้องเพลงมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม รู้ว่าเส้นทางที่อิ้งค์จะไปคือคณะศิลปกรรมศาสตร์ ไม่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ ไม่ต้องใช้เลข ก็ตัดใจจากแผนกวิทย์-คณิตฯ ได้ง่าย รู้แค่ว่าชอบร้องเพลง แล้วพูดจริงๆ ว่าถ้าไม่ได้ร้องเพลงชีวิตอิ้งค์ก็คงแบลงค์เหมือนกัน

  

อิ้งค์เคยบอกว่าเคยมีฟีดแบกจากคนฟังของเราที่ทำให้รู้สึกชื่นใจมาก เล่าให้ฟังได้มั้ยว่าเรื่องอะไร
เหตุการณ์ล่าสุดเลย มีคนส่งข้อความมาเล่าให้ฟังว่า เขาประสบอุบัติเหตุเมื่อปีที่แล้วทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน แทบจะลุกนั่งไม่ได้อยู่แล้ว แต่เพลงของอิ้งค์ทำให้เขาอยากกลับมาเล่นดนตรีอีกครั้ง เขาบอกว่าขอบคุณอิ้งค์มากๆ ตอนนี้เขาฝึกเดินอยู่และกลับมาเล่นฟิตเนสได้แล้ว ในใจอิ้งค์ตอนนั้นคือเข้าใจแล้วว่าเพลงของเรามันมีผลกับคนฟังเกินจากที่เรามองตัวเองไปเยอะ เรื่องราวเหล่านี้ที่สะท้อนมาจากคนฟังที่สุดแล้วมันคือกำลังใจของคนทำงานด้วย

หากวันใดวันหนึ่งที่อิ้งค์ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีแล้วเห็นคนดูค่อยๆ ทยอยเดินออกกันไปเรื่อยๆ วันนั้นอิ้งค์จะยังร้องเพลงต่อไปมั้ย
อิ้งค์จะร้องต่อไปและจะทำให้เขาหันมาฟังเพลงอิ้งค์ให้ได้ ตั้งแต่ทำงานนี้มายังไม่วันไหนเลยที่คิดจะหยุดวิ่ง ยิ่งเห็นพี่ๆ ที่เขาเป็นศิลปินเขาทำงานดีๆ ออกมามีแฟนคลับติดตามตั้งมากมาย ผ่านเวทีมาไม่รู้เท่าไหร่ แต่ทุกวันนี้กว่าจะขึ้นคอนเสิร์ตแต่ละครั้งเขายังซ้อมแล้วซ้อมอีก แล้วอิ้งค์จะหยุดวิ่งง่ายๆ ได้ยังไง

ทุกวันนี้ก็ต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองมากพอสมควร อาจจะมาจากการที่เพลงเหงาเหงา ซึ่งเป็นเพลงแรกของเราประสบความสำเร็จมาก เพลงต่อมาก็เครียดมากเลย ลุ้นว่าจะไปถึงมาตรฐานของเพลงแรกมั้ย ปรากฏว่าไม่เท่า ก็นั่งคุยกับตัวเองว่า ไม่เป็นไร ขอแค่มาตรฐานในการทำงานของเราไม่ตกและไม่หยุดที่จะวิ่ง

คนที่ออกวิ่งทุกคนจะมีจุดหมายปลายทางอยู่ข้างหน้า สำหรับอิ้งค์ปลายทางของการออกวิ่งครั้งนี้อยู่ที่ตรงไหน
อย่างแรกคือวิ่งเพื่อยืนระยะเพราะถ้าวันนี้อิ้งค์หยุดไปซะก่อน ทำใจได้เลยว่าจะมีคนวิ่งแซงขึ้นไปแน่นอน สองคือการวิ่งเพื่อไปสู่จุดที่ดีกว่า ทุกวันนี้ยังนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเวทีครั้งแรกเสมอ วันนั้นไม่มีใครรู้จักอิ้งค์เลย กว่าคนจะรู้จักเพลงเหงาเหงา ใช้เวลาอยู่เกือบปีในการวิ่งเพื่อเอาชนะความเด๋อ ผ่านน้ำตามาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ จนในที่สุดก็ได้มีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นผลของการที่อิ้งค์ไม่ยอมหยุดวิ่งสักที

***

Comment